Bill Of Material (BOM) คืออะไร?

26 ตุลาคม 2022
Bill Of Material (BOM) คืออะไร?

 

          ในอุตสาหกรรมการผลิต จะรู้จักคำว่า "BOM" กันดีอยู่แล้ว แต่กับธุรกิจร้านค้าทั่วไป อาจไม่ใช่คำที่คุ้นเคยซักเท่าไหร่ แต่ถ้าร้านของคุณมีการแปรรูปสินค้าภายในร้าน หรือผลิตสินค้าเอง อย่างเช่น ร้านอาหาร ร้านเฟอนิเจอร์และ ร้านรับซื้อของเก่า

          "BOM" จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสต็อกสินค้าได้เช่นกัน แล้ว “BOM” คืออะไร? มีประโยชน์อะไรที่ปรับใช้กับร้านของคุณได้บ้าง? POSPOS มีข้อมูลมาฝากค่ะ

 

เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

Bill of Materials (BOM) คืออะไร? 

          BOM ย่อมาจาก Bill of Materials คือ รายการวัสดุ, สูตรการผลิต หรือ โครงสร้างสินค้า “Product Structure” ที่ใช้แสดงข้อมูล ส่วนประกอบ, จำนวนวัสดุที่ใช้ ลำดับการผลิตคร่าวๆ ครอบคลุมจนปริมาณที่ใช้ผลิต และระยะเวลาการผลิต ที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า 1 รายการ

 

BOM คือ บิลวัสดุ ที่แสดงโครงสร้างการผลิตสินค้า 1 รายการ

 

          ข้างบนนี้เป็นแผนภาพ Bill of Materials แสดงโครงสร้างการผลิตเก้าอี้ 1 ตัว แบ่งออกเป็น 3 ระดับ แต่ละระดับจะแสดงชิ้นส่วนประกอบที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอน จากรายย่อยจนถึงผลลัพท์สุดท้ายของการผลิต

ระดับ 0 ▶️ เป็นผลลัพท์สุดท้ายของการผลิต (End Product) ที่ประกอบเอาวัสดุทั้ง 3 ส่วนหลัก จากระดับ 1 จนเสร็จเป็นเก้าอี้ 1 ตัว 

ระดับ 1 ▶️ เป็นการแยกส่วนเก้าอี้ ออกเป็น 3 ส่วนหลัก (Parts / Assembly) หลังจากที่ ประกอบเอาส่วนเล็กๆในระดับ 2 เข้าด้วยกัน

ระดับ 2 ▶️ เป็นชิ้นส่วนเล็กรายย่อยที่ยังไม่ได้ประกอบ (Materials / Sub-Assembly) ทั้งพนักพิง ขาเก้าอี้ และอื่นๆ ที่จะนำไปใช้ประกอบในระดับที่ 2

          โดยที่ความซับซ้อนของระดับสูตรการผลิต จะขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าที่ผลิตว่ามีรายละเอียดมากน้อยแค่ไหนค่ะ

 

คู่มือ Ikea กับ Concept BOM
รูปจาก https://usermanual.wiki/Ikea

 

          อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มคุ้นตากันบ้างแล้ว กับการแยกชิ้นส่วนออกเป็นรายชิ้น เพื่อให้เข้าใจการประกอบสินค้า นั่นเป็นคอนเซปต์นึงในคู่มือประกอบสินค้าของ IKEA นั่นเอง ที่จะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าใจภาพรวมการประกอบสินค้าได้ง่ายด้วยตัวเองค่ะ

 

ข้อมูลและรายละเอียดใน Bill of Materials (BOM)

          เพื่อให้ทีมงานทุกฝ่าย สามารถสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน การเลือกใส่ข้อมูลที่เหมาะสมใน BOM จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี มีข้อมูลสำคัญๆ ที่ควรอยู่ใน BOM ดังนี้

          ▶️ ระดับ BOM (BOM Level)

          เป็นการกำหนดระดับให้ส่วนประกอบ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้น ช่วยให้ทีมงานเข้าใจโครงสร้างของสินค้าได้ง่าย รวมไปถึงมองเห็นระยะเวลาคร่าวๆ ว่าอยู่ในขั้นตอนไหนของการผลิต

          ▶️ ชื่อชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบ (Part Name)

          การบันทึกชื่อเฉพาะของแต่ละชิ้นส่วน วิธีนี้จะช่วยให้ระบุชิ้นส่วนที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น สื่อสารได้ตรงกันตลอดการผลิต

          ▶️ หมายเลขส่วนประกอบ (Part Number)

          การกำหนดหมายเลขให้แต่ละชิ้นส่วนและส่วนประกอบ ช่วยให้อ้างอิงและระบุชิ้นส่วนต่างๆ ได้รวดเร็ว

          ▶️ ระยะการทำงาน (Phase)

          การบันทึกขั้นตอนการทำงานในแต่ละชิ้นส่วนและส่วนประกอบ ว่าอยู่ในขั้นตอนไหน ไม่ว่าจะเป็น กำลังผลิต กำลังดีไซน์ หรือเสร็จสิ้นแล้ว ช่วยให้ติดตามความคืบหน้าการทำงานได้ง่ายขึ้น

          ▶️ คำอธิบาย (Description)

          การให้คำอธิบายโดยละเอียดแต่ละชิ้นส่วน ช่วยให้ทีมงานสามารถแยกแยะระบุชิ้นส่วนได้สะดวก

          ▶️ ปริมาณ (Quantity)

          บันทึกจำนวนชิ้นส่วนที่ต้องใช้ประกอบในแต่ละส่วน ช่วยให้คำนวนต้นทุน เตรียมจัดซื้อได้แม่นยำ

          ▶️ หน่วยวัด (Unit of Measure)

          เนื่องจากหน่วยวัดของวัสดุมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะความยาว เป็นหน่วยเซนติเมตร เมตร ฟุต นิ้ว หรือ น้ำหนักเป็น กรัม กิโลกรัม ออนซ์ และอื่นๆ การระบุหน่วยวัดให้กับวัสดุแต่ละชิ้นอย่างเหมาะสม จะเพิ่มความแม่นยำในการผลิต รวมไปถึงจัดเตรียมวัสดุได้ถูกต้อง และช่วยให้คำนวณต้นทุนได้ดี

 

ตัวอย่าง Bill of Materials
ตัวอย่าง Bill of Materials จาก deskera

 

ประเภทของ Bill of Materials (BOM)

          BOM มีหลากหลายประเภท ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการ และอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจ แต่ที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง จะมีอยู่ 2 ประเภทคือ 

 

ประเภทของ BOM
รูปจาก pcbthailand.com

 

          ▶️ Engineering BOM หรือ EBOM

          BOM ประเภทนี้เขียนโดยวิศวกรรม จะเน้นไปที่ "การออกแบบ" ในรายการจะระบุ ชื่อส่วนประกอบ, หมายเลขชิ้นส่วน, หน่วยวัดและขนาด รวมไปถึงข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงภาพวาดแสดงกลไกการทำงาน

          ▶️ Manufacturing BOM หรือ MBOM

          MBOM จะแตกต่างจาก EBOM โดยโฟกัสไปที่ “กรรมวิธี” ในการผลิตมากกว่าการดีไซน์ ทั้งนี้จะสร้าง MBOM ขึ้นมาได้ ก็ต้องอ้างอิงข้อมูลจาก EBOM ด้วยเช่นกัน

 

ประโยชน์ของ Bill of Materials (BOM)

          จากข้างบนจะเห็นได้ว่า BOM คือการเขียนส่วนประกอบแตกเป็นระดับและแผนผัง ให้คนทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง เห็นภาพรวมการผลิตของสินค้านั้น นอกจากนี้ยังมี 2 ประโยชน์ ได้แก่

          ▪️ ควบคุมงบประมาณและสร้างความโปร่งใสให้ทีมงาน

          BOM ไม่ใช่แค่บิลวัสดุ ที่เขียนสูตรวัสดุและวัตถุดิบให้เข้าใจตรงกันเท่านั้น แต่ยังสามารถตรวจทานต้นทุนในแต่ละรายการ ช่วยให้ตรวจสอบได้ง่าย โดยอิงข้อมูลเพิ่มเติมจาก MRP (Material Requirements Planning)

          ▪️ ควบคุมคุณภาพของแต่ละชิ้นส่วน/วัตถุดิบ ต่างๆ และควบคุมได้จนจบ Process

          จากลิสต์รายการชิ้นส่วนและวัสดุทั้งหมด ทำให้ตรวจสอบคุณภาพของสินค้าคุณได้ตั้งแต่เริ่มต้น มีวัสดุอะไรบ้าง? ชิ้นส่วนไหนที่ตกหล่นและเสร็จช้า ทำให้ควบคุมการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

BOM ใช้กับธุรกิจอะไร?

          BOM นิยมใช้ในระบบโรงงาน ตั้งแต่โรงงานขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ในทุกอุตสาหกรรมที่มีการผลิตเกิดขึ้น เพื่อใช้ดูแลควบคุมประสิทธิภาพการผลิต

          แต่เมื่อมองถึงประโยชน์ของ Bill of Materials แล้ว เราสามารถนำมาปรับใช้กับร้านค้า ที่มีการแปรรูปสินค้า หรือตัดสต็อกวัตถุดิบหรือวัสดุที่มีอยู่ สร้างเป็นสินค้าใหม่
          ซึ่งสามารถใช้งานได้ในระบบ POSPOS กับฟีเจอร์ "จัดเซ็ตสินค้า" สามารถดูขั้นตอนการใช้งานได้ที่ การสร้างสินค้าแปรรูป (BOM) - จากบทความรับซื้อของเก่า
 

 

จับเซ็ตสินค้า เพื่อแปรรูป (BOM)​

 

          จะเห็นได้ว่า BOM ไม่ได้เป็นแค่การทำเอกสารหรือข้อมูลผลิตสินค้าตามโรงงานเท่านั้น เพราะถ้าโฟกัสไปประโยชน์หลัก เราก็สามารถนำมาปรับใช้ในระบบ POS เพื่อใช้งานกับร้านค้าทั่วไปได้เช่นกันค่ะ

          หากคุณกำลังมองหาระบบร้านค้า ที่ตอบโจทย์การใช้งานร้านของคุณ สามารถปรึกษาทีมงาน POSPOS เพื่อรับคำแนะนำฟรีได้ทาง Line @POSPOS ตลอดเวลาทำการค่ะ

 

อ่านคู่มือการใช้งาน POSPOS ของร้านอื่นๆ เพิ่มเติม

 



ทดลองใช้งานฟรี 15 วัน

▶️ https://www.pospos.co/register

คู่มือการใช้งานระบบ POSPOS

▶️ https://pospos.co/learning/use